วิธีกําจัดขี้แมลงวัน

ใครๆก็อยากมีผิวหน้าหรือผิวกายที่เนียนเรียบ สม่ำเสมอ ไม่มีจุดด่างดำ หรือรอยตำหนิใดๆ

แต่บางคนก็อาจจะมีไฝหรือขี้แมลงวันติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรืออาจเกิดขึ้นในภายหลัง ตามธรรมชาติได้เช่นกัน

โดยเฉพาะกับขี้แมลงวันนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อน ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ แบบนั้น

แต่ในปัจจุบัน ที่เรื่องความสวยเป็นเรื่องสำคัญ

ถ้ามีขี้แมลงวัน โดยเฉพาะถ้าขึ้นอยู่บนใบหน้าด้วยแล้ว หลายคนก็คงอยากหาทางกำจัดออกไป

ซึ่งวิธีกำจัดขี้แมลงวันก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมุนไพร หรือการใช้ครีม เป็นต้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลายวิธีที่นิยมทำกันเองแบบนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่วิธีที่ดีและปลอดภัยมากนัก

หากต้องการจะกำจัดขี้แมลงวันอย่างปลอดภัย และได้ผลดีจริงๆ

ควรจะทำกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และเครื่องมือที่ดี สะอาด มีมาตรฐานเท่านั้น

วิธีกำจัดขี้แมลงวันอย่างปลอดภัย

วิธีการผ่าตัด

ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะกับผู้ที่มีขี้แมลงวันขนาดค่อนข้างใหญ่ โดยเฉพาะถ้าใหญ่เกิน 0.5 มิลลิเมตร

ซึ่งก็เป็นวิธีเดียวกับการผ่าเอาไฝออกด้วยเช่นเดียวกัน

วิธีการใช้เลเซอร์

จะเหมาะสำหรับขี้แมลงวันที่มีขนาดค่อนข้างเล็กกว่า แผลจากการทำเลเซอร์นี้ จะไม่มีขนาดใหญ่มาก

แต่การรักษาส่วนใหญ่แล้ว จะไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วหายสนิท อาจจะต้องทำซ้ำ ประมาณ 2-3 ครั้ง

เพราะหากทำครั้งเดียว ความร้อนจากเลเซอร์ อาจจะกลายเป็นทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นมาแทน

ที่สำคัญก็คือ การดูแลตัวเองภายหลังจากการผ่าตัด หรือทำเลเซอร์นั้น

ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับมาอย่างเคร่งครัดด้วย

โดยเฉพาะเรื่องของการดูแลรักษาความสะอาด

วิธีการที่กล่าวมาด้านบนนี้ คือวิธีการที่ช่วยกำจัดขี้แมลงวัน ได้อย่างปลอดภัยและดีที่สุด

หากคิดจะทำ ก็ควรเลือกวิธีข้างต้นเหล่านี้

ย่อมดีกว่าการใช้วิธีที่ใช้การบอกต่อกันมาเป็นทอดๆ โดยไม่รู้แหล่งที่มาที่ไป

หรือการไปทำกับคนที่ไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริง

ที่ถึงแม้ว่าจะมีราคาถูกกว่ามาก เมื่อเอาไปเทียบกับการผ่าตัดหรือทำเลเซอร์

แต่ก็มีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้ผิวหน้าเสียหายได้

ซึ่งไม่คุ้มกันเลย หากจะต้องมารักษาอีกในภายหลังนะคะ

โรคเก๊าท์ เกิดจากอะไร

โรคเก๊าท์ (Gout) เป็นโรคที่สร้างความทรมานให้กับผู้ที่ป่วยเป็นอย่างมาก

เป็นอีกหนึ่งโรคที่เป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้อยู่เป็นจำนวนมากทั่วโลก

สาเหตุของโรคเก๊าท์นั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก

แต่ก็เป็นไปได้ว่า อาจเกิดได้ทั้งจากเรื่องของกรรมพันธุ์ รวมถึงวิธีการใช้ชีวิตประจำวัน สภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัว

ซึ่งมีผลทำให้เกิดกรดชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “กรดยูริค” สูงในกระแสเลือด จนตกผลึกอยู่บริเวณตามข้อกระดูก และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง และอวัยวะสำคัญอย่างไต

และเมื่อไตไม่สามารถขับกรดยูริกได้อย่างเพียงพอ ทำให้เป็นสาเหตุหลัก ของภาวะกรดยูริกในเลือดเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้เกิดเป็นโรคเก๊าท์นั่นเอง

โดยตามปกติแล้ว จะพบโรคนี้เกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักมีอาการเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ

ส่วนมาก อาการจะกำเริบภายหลังจากการรับประทานอาหาร ที่มีกรดยูริคอยู่เป็นจำนวนมาก

เช่น สัตว์ปีก หน่อไม้ ปลาอินทรีย์ เครื่องในสัตว์ ปลากระป๋อง ถั่วเหลือง ฯลฯ

อาการของผู้ป่วยโรคเก๊าท์

มีอาการปวดบวม แดง ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณตามส่วนที่เป็นข้อต่างๆ เช่น ข้อเท้า หัวเข่า ข้อศอก รวมไปถึงหัวแม่เท้าด้วย

มีอาการไข้ขึ้น รู้สึกหนาวสั่น แต่ตามปกติก็จะหายไปได้เอง

มีอาการอ่อนเพลีย

บางคน หากป่วยเป็นเวลานานๆ ก็อาจเกิดเป็นโรคนิ่วในไตตามมาด้วย

วิธีการรักษาโรคเก๊าท์

การรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคเก๊าท์นั้น สามารถรักษาได้ แต่หากผู้ป่วยมีอาการติดสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จำเป็นจะต้องงดการดื่มอย่างเด็ดขาด

จากนั้น แพทย์ก็จะวินิจฉัย ให้ยา ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท นั่นคือ

ยารักษาการอักเสบ และแก้อาการปวด

ยาที่ช่วยป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ

ยาที่ช่วยลดกรดยูริค

ดังนั้น เมื่อรู้ว่ามีอาการของโรคเก๊าท์แล้ว

ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องควบคุมในเรื่องของอาหารให้ดี

โดยพยายามหลีกเลี่ยง การรับประทานอาหารทุกอย่าง ที่จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการกำเริบขึ้นมาได้

ซึ่งหากปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องแล้ว อาการของเก๊าท์ก็จะไม่มารบกวนอีกค่ะ

วิธีดูแลผิวหน้าหนาว

ตามปรกติแล้ว อากาศบ้านเรานั้น ก็ขึ้นชื่อได้ถึงเรื่องของความร้อนเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้น หากถึงช่วงเวลาหนึ่งที่อากาศหนาวเย็นลง ในช่วงปลายปี

ประมาณเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนธันวาคม (อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ก็แล้วพื้นที่นั่นเอง) ซึ่งก็เป็นช่วงที่หลายๆ คนดูจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ

แต่ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเฝ้ารอคอย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องที่ดีๆ อย่างเดียวเท่านั้น เพราะอากาศที่หนาวเย็นลง ก็จะมาพร้อมกับปัญหาต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น ไข้หวัด ปอดบวม ฯลฯ รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับของผิวด้วยเช่นกัน

หากดูแลผิวไม่ดี ก็จะทำให้เกิดปัญหาให้ต้องมานั่งกลุ้มใจได้ไม่น้อย

ปัญหาที่มักจะพบในช่วงหน้าหนาวบ่อยๆ

ก็คือ ผิวแห้งแตก เป็นขุย รวมทั้งการเป็นสิว ในขณะที่บางคนก็อาจจะมีอาการรุนแรงมาก

จนกระทั่งเป็นโรคผิวหนังอักเสบ จนเกิดอาการคันไปทั่วทั้งร่างกายก็ได้

ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรมองข้าม

การดูแลผิวในช่วงหน้าหนาวนั้น มีหลักง่ายๆ ก็คือ

พยายามลดการสูญเสียน้ำออกไป ให้น้อยที่สุดนั่นเอง ซึ่งก็สามารถทำได้ด้วยวิธีการต่างๆ ต่อไปนี้ค่ะ

อาบน้ำโดยการใช้สบู่อ่อนๆ

ไม่ควรฟอกหรือขัดถูมาจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังมีสภาพเป็นด่าง

ซึ่งจะมีโอกาสที่จะทำให้ติดเชื้อรา หรือแบคทีเรียได้ง่าย และจะทำให้เกิดการแพ้ได้นั่นเอง

และไม่ควรอาบน้ำบ่อยจนเกินไป ส่วนน้ำที่อาบนั้น

หากทำได้ควรจะเป็นน้ำอุ่นๆ มากกว่าเป็นน้ำในอุณหภูมิปรกติ

ทาครีมบำรุงผิว (มอยส์เจอร์ไรเซอร์) ทันที

ภายหลังจากที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ป้องกันผิวแห้งแตก

หลีกเลี่ยงการขัดผิวต่างๆ

เพราะยิ่งจะไปทำให้ผิวเกิดความแห้งมากยิ่งขึ้น และจะเกิดการอักเสบได้

สำหรับผิวบริเวณใบหน้านั้น

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ และเหมาะกับสภาพผิวของตนเอง

ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป รวมทั้งเลือกชนิดที่มีสารซึ่งช่วยเคลือบผิวด้วย ก็จะยิ่งดี

หาช่วงเวลาในทุกสัปดาห์

ทำการพอกหน้า หรือมาส์กหน้า ด้วยสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะน้ำผึ้ง หรือว่านหางจระเข้

ทั้งนี้ ก็จะเป็นการช่วยบำรุงผิว และเพิ่มเติมความชุ่มชื้นให้ผิวมากขึ้น ลดการเกิดผิวแห้งแตกได้เป็นอย่างดี

วิธีการดูแลผิวของคุณในช่วงหน้าหนาวเหล่านี้

ก็จะทำให้สุขภาพผิวของคุณ ได้รับการดูแล และป้องกันอย่างเหมาะสม

ทำให้ปัญหาผิวต่างๆ ที่จะเกิดในช่วงอากาศแบบนี้ ลดน้อยลงไปได้อย่างแน่นอนค่ะ

ซุปผักโขมลดความอ้วน

ใครที่กำลังอยู่ในช่วงกำลังลดความอ้วน หรือแม้แต่ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอยู่นั้น

การพิถีพิถันใส่ใจในเรื่องของอาหารต่างๆ ที่รับประทานเข้าไป ย่อมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเลยทีเดียว

หากเลือกรับประทานอาหารที่ดี และเหมาะสมแล้ว ก็จะช่วยให้การลดความอ้วนนั้น ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นมาก

ช่วงนี้หลายๆ คนมักจะพูดถึงเรื่องของอาหารคลีนเป็นหลัก แต่จริงๆแล้ว หากอยากจะลดความอ้วนให้ได้ผลนั้น ไม่ต้องถึงกับรับประทานอาหารคลีนก็ได้

เพราะบางคนอาจไม่ชอบในเรื่องของรสชาติ ที่ไม่ค่อยถูกปากมากนัก

หลักการง่ายๆในการกินอาหารช่วงลดความอ้วนก็คือ

เลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน

โดยเฉพาะอาหารประเภททอดหรือผัด

และให้หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการต้ม หรือการนึ่งเป็นหลักก็จะดีที่สุด

โดยเฉพาะหากเป็นอาหารประเภทซุปนั้น นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว

ก็ยังมีประโยชน์กับร่างกายอยู่มากเลยทีเดียว อย่างเช่น ซุปผักโขม ที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ค่ะ

ผักโขมนั้น มีวิตามินและแร่ธาตุอยู่หลายชนิดเลยทีเดียว

เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี กรดโฟลิค ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฯลฯ

แต่หากจะรับประทานซุปผักโขม ที่ปรกติต้องใช้เนย และนมสดเป็นส่วนผสมด้วย

ก็อาจจะไม่เหมาะกับการลดความอ้วนเท่าไหร่นัก จึงอาจจะต้องมีการดัดแปลงสูตรไปบ้าง

วิธีทำซุปผักโขมลดความอ้วน

วัตถุดิบและเครื่องปรุง :

ผักโขม

กระเทียม

หอมหัวใหญ่

มันฝรั่ง

เห็ดแชมปิญอง

นมจืด (ใช้ชนิดพร่องมันเนย หรือขาดมันเนย)

ใบโหระพา

น้ำมันมะกอก

วิธีปรุงซุปผักโขมลดความอ้วน

ล้างผักโขมให้สะอาดเตรียมไว้

นำกระเทียมมาสับให้ละเอียด

ส่วนหอมใหญ่ ก็หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ถ้วย

ส่วนมันฝรั่ง ให้นำมาล้าง แล้วปอกเปลือก หั่นให้เป็นชิ้นๆ

ต้มน้ำในหม้อ แล้วใส่ผักโขม และมันฝรั่งลงไป

รอให้มันฝรั่ง และก้านผักโขมนิ่มแล้ว ก็ตักขึ้นมาพักไว้

ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย

พอเริ่มร้อน ให้เอาหอมใหญ่และกระเทียม ลงไปผัดด้วยไฟอ่อนๆ

ตามด้วยเห็ดแชมปิญอง ผักโขม (อาจปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อยก็ได้)

พอเริ่มหอม ก็นำขึ้นมาใส่ถ้วยพักเอาไว้ให้เย็นลงครู่หนึ่ง

เอาใบโหระพา มันฝรั่ง ผักโขม หอมใหญ่ และกระเทียมที่ผัดไว้ ใส่ลงไปในเครื่องปั่น

จากนั้น ก็เติมนมขาดมันเนยใส่ตามลงไป

แล้วเปิดเครื่องปั่น จนกระทั่งส่วนผสมทั้งหมดละเอียดรวมกันดี

เมื่อปั่นได้ที่แล้ว ก็เทออกมาต้มในหม้ออีกครั้ง ด้วยไฟอ่อนๆ

แล้วเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนซุปข้น (อาจชิมและปรุงรสเพื่อให้ถูกปากอีกครั้งก็ได้)

เมื่อเคี่ยวจนเดือดแล้ว ก็ปิดไฟ และสามารถยกเสิร์ฟ เพื่อรับประทานได้เลยทันที

อาจจะเหยาะพริกไทยลงไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความหอม

และอาจจะรับประทานคู่กับขนมปังโฮลวีท เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร และยังช่วยทำให้อยู่ท้องได้นานขึ้นอีกก็ได้

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ซุปผักโขม ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก

ซึ่งก็สามารถทำได้ง่าย และยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

ไว้รับประทานเป็นอีกหนึ่งเมนูสุขภาพ ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ

ปัญหาเสื้อหมอง

เสื้อผ้าต่างๆ เมื่อใส่มานานแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเป็นเหมือนๆ กันแทบทุกตัว โดยเฉพาะเสื้อสีขาวก็คือ สีจะหมองลง

ทำให้ดูไม่น่าใส่เหมือนกับตอนที่ซื้อมาแรกๆ ซึ่งหลายๆ คนก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะอาจจะคิดว่าซื้อเสื้อตัวใหม่ไปเลยก็ได้

แต่ถ้าเสื้อตัวไหนที่ใส่แล้วรู้สึกถูกใจ หรือรักเป็นพิเศษ หรือใส่มานานจนสบายและคุ้นเคย ถ้าจะให้เก็บใส่ตู้ไว้เฉยๆ ไม่เอามาใส่อีก ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย

และที่จริงแล้ว ยังมีวิธีการแก้ปัญหาเสื้อตัวโปรดที่ดูหมองลง ให้กลับมาดูใหม่ได้อีกครั้ง อย่างเช่นวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

วิธีแก้เสื้อหมองให้กลับมาดูใหม่

ใช้มะนาว

นำมะนาว 5-6 ลูก มาคั้นน้ำ โดยกะปริมาณให้ได้ประมาณ 1 ถ้วยตวง

จากนั้น ก็นำเสื้อผ้าใส่ลงในเครื่องซักผ้า หรือหากซักมือ ก็ใส่ลงในกะละมัง

เทน้ำมะนาวลงไปผสมกับผงซักฟอก แล้วก็ซักผ้าตามปกติ

ซึ่งกรดของมะนาวนั้น จะช่วยขจัดคราบหมองๆ ของเสื้อออกมาได้

ใช้เบกกิ้งโซดา

เตรียมเบกกิ้งโซดา (หรือผงฟูที่ใช้สำหรับทำขนม) จากนั้น ก็ตั้งหม้อ ใส่น้ำลงไป

ปิดเตาแก๊ส ต้มน้ำ แล้วใส่เบกกิ้งโซดาลงไปต้มรวมกัน

พอน้ำเริ่มเดือดแล้ว ก็ให้นำผ้าที่ต้องการซัก ลงไปต้มทิ้งไว้ ประมาณ 4-5 นาที
เมื่อได้เวลาก็ปิดไฟ แล้วนำผ้าไปซักด้วยผงซักฟอกตามปกติ

เบกกิ้งโซดาก็จะช่วยให้ผ้าดูขาวสะอาดขึ้นได้

ใช้น้ำส้มสายชู

นำน้ำส้มสายชูประมาณครึ่งถ้วยตวง พร้อมกับผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้า ใส่รวมกัน

จากนั้น เติมน้ำใส่กะละมัง นำผ้าที่ต้องการซักลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง

แล้วค่อยนำผ้าที่แช่ไว้ ไปซักอีกครั้งหนึ่ง

ใช้เปลือกไข่

นำเปลือกไข่มาบดหรือป่นให้ละเอียด เติมน้ำ และใส่ผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้าใส่ลงไป

แล้วนำเปลือกไข่ที่ป่นเอาไว้ ลงไปคนผสมลงในกะละมัง

จากนั้น ก็นำผ้าที่จะซักลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงซักตามปรกติ

พอซักเสร็จแล้ว ก็เอาผ้าไปตากแดดแรงๆ ก็จะช่วยให้ผ้ากลับมาขาวขึ้นได้

สูตรอื่นๆ เช่น

ใช้น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮเตอร์, แวนิช) หรือผงคราม ร่วมกับการซักผ้าตามปกติ

อย่าลืมอ่านคู่มือหรือวิธีการใช้ให้ละเอียดก่อนใช้งาน

โดยเฉพาะคราม ควรละลายให้ละเอียดดีก่อนนำผ้าไปแช่ จะได้ไม่เป็นจุด หรือเปื้อนเป็นดวงๆ นะคะ

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการดูแลเสื้อผ้าสีขาว ให้ดูใหม่ไปนานๆ

แยกผ้าขาวออกจากผ้าสีทุกครั้งก่อนการซัก

ไม่อย่างนั้น สีบนเสื้อผ้าชิ้นอื่น จะไปตกใส่เสื้อขาว ทำให้เสื้อไม่ขาวอีกต่อไป

ไม่ควรใช้ผงซักฟอก หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มมากเกินไป

เพราะแทนที่จะทำให้เสื้อผ้าสะอาด จะได้ผลตรงกันข้าม

โดยเฉพาะถ้าล้างน้ำสะอาดไม่หมดจดด้วย ก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ค่ะ

ระวังเรื่องความร้อน

ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดจัดๆ หรือการรีดผ้า ความร้อนที่มากเกินไป จะทำให้ผ้าเหลืองเร็วขึ้น

นอกจากนี้ หากอยากจะถนอมเสื้อให้ดูใหม่ไปได้นานๆ

ก็ควรเลือกวิธีการซักอย่างถูกต้อง ให้เหมาะสมกับผ้าแต่ละชนิด

รวมถึงก็ต้องเก็บรักษาอย่างถูกวิธีด้วยเช่นกันค่ะ

Tea tree oil คืออะไร

ที ทรี ออยล์ (Tea tree oil หรือ TTO) หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้าง โดยเฉพาะกับคุณสาวๆ หรือกระทั่งหนุ่มๆ ที่สนใจในเรื่องของความสวยความงาม

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่า tea tree oil นี้คืออะไร และจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง วันนี้ เราจะพามาให้รู้จักกันให้ดีขึ้นค่ะ

ทีทรีออยล์ นั้น เป็นสารสกัดชนิดหนึ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ โดยเป็นการสกัดออกมาจากต้นไม้ ที่มีชื่อเรียกว่า Tea Tree ซึ่งเป็นพืชที่พบได้มากที่สุดในประเทศออสเตรเลียนั่นเอง

คุณสมบัติที่โดดเด่นของ Tea Tree Oil

ก็ได้แก่ มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และสามารถฆ่าเชื้อโรค

เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ โดยเฉพาะเชื้อโรคที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง และแผลที่เกิดกับผิวหนัง

ดังนั้น ในยุคเริ่มแรก การใช้ Tea Tree นั้น ก็จะเน้นไปทางการรักษาบาดแผล

โดยนำใบทีทรีมาบด แล้วโปะไปที่แผล เช่น แผลที่โดนบาด

หรือผิวที่มีอาการไหม้ต่างๆ เพื่อป้องกันและลดการติดเชื้อนั่นเอง

และต่อมา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ก็มีการใช้สารสกัดจากทีทรี หรือทีทรีออยล์นี้

มาใช้ในแวดวงทันตกรรม และการผ่าตัด เพื่อการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดแผลอีกด้วย

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการนำมาใช้ในด้านการบำรุงผิว และในด้านความงามกันมากขึ้น

ดังนั้น สารสกัด Tea Tree Oil จึงถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลายๆ ชนิดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น

โฟมล้างหน้า

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมอาบน้ำ หรือเจลอาบน้ำ เป็นต้น

ยารักษาสิว

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำรุงรักษาเส้นผม

ผลิตภัณฑ์จำพวกน้ำมันหอมระเหย

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ Tea tree oil กลายเป็นสินค้าส่งออก

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของออสเตรเลียมาเป็นเวลานาน เพราะนอกจากจะมีประสิทธิภาพในการใช้งานแล้ว ยังมีโอกาสน้อยมาก ที่จะส่งผลให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้

*** โดยทั่วไปแล้ว: การใช้ทีทรีออยล์ในปริมาณที่เหมาะสม หรือความเข้มข้นที่เหมาะสมพอดี (เช่น มีการนำไปเจือจาง นำไปผสมกับครีมทาผิว หรือน้ำมันทาผิวอื่นๆ) จะไม่เป็นอันตรายใดๆ หรือไม่เกิดอาการระคายเคืองใดๆ ค่ะ

การนำ Tea tree oil มาใช้งาน

ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น

สำหรับผู้ที่เป็นสิว

ในกรณีที่ไม่แพ้ทีทรีออยล์โดยสิ้นเชิง และใช้แล้วไม่มีอาการระคายเคืองใดๆ สามารถใช้สำลีแตะ Tea tree oil มาทาเบาๆ ตรงบริเวณที่เป็นสิว ก็จะช่วยให้สิวลดการอักเสบ และหายเร็วขึ้น

หรือจะเจือจางด้วยการหยดปริมาณน้อย ผสมกับน้ำ และดินสอพองให้เข้ากัน แล้วใช้แต้มสิวก็ได้ค่ะ

*** หมายเหตุสำคัญ: ควรมีการทดสอบการแพ้ (ด้วยการแต้มที่แขนด้านใน แล้วทิ้งไว้ รอดูผลว่ามีอาการอะไรหรือไม่) ก่อนการใช้งานกับใบหน้าทุกครั้ง และต้องเริ่มใช้ในปริมาณน้อยที่สุด และเจือจางที่สุดก่อนเสมอ แม้ว่าจะเป็นสมุนไพร หรือเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ 100% ก็ตาม แต่เนื่องจากสภาพผิวของแต่ละคนแตกต่างกัน และความสามารถในการทนต่อสารต่างๆ ก็แตกต่างกัน ทำให้โอกาสในการแพ้สิ่งต่างๆ จึงไม่เท่ากันไปด้วย โดยเฉพาะถ้าใครแพ้พืชทีทรี ก็หมดสิทธิ์ใช้ทีทรีออยล์ในการรักษาสิวด้วยนะคะ

ผู้ที่มีกลิ่นเท้า

ซึ่งมาจากกลิ่นอับภายในรองเท้า การใช้ Tea tree oil หยดลงไปภายในรองเท้า ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็น ให้หายไปได้ และยังช่วยกำจัดเชื้อราในรองเท้าได้ด้วย

ผู้ที่มีปัญหาโรคกลากเกลื้อน

ก็สามารถนำให้ Tea tree oil มาทาเพื่อรักษาอาการได้ โดยใช้สำลีหรือคอตตอนบัดจุ่มทีทรีออยล์ แล้วทาลงบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน เป็นประจำ จนอาการดีขึ้น หรือหายไป

ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไซนัส

ก็ให้ใช้น้ำมันหอมระเหย ที่สกัดจาก Tea tree oil ภายในห้อง ซึ่งก็จะช่วยทำให้อาการลดความรุนแรงลงไปได้อย่างมาก

ใช้ป้องกันและลดโรคที่เกิดขึ้นในช่องปาก

และอาการผิดปกติในช่องปาก เช่น โรคเหงือก เลือดออกตามไรฟัน และหินปูน โดยหยด Tea tree oil ผสมกับน้ำมันมะพร้าว (เพื่อให้เจือจาง) แล้วใช้กลั้วปาก ก็จะช่วยป้องกันและแก้อาการดังกล่าวได้

แต่ต้องระวังอย่ากลืนเข้าไปเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และอาการอื่นๆ ได้

ใช้ขจัดรังแค

โดยการนำทีทรีออยล์ 2-3 หยด ผสมกับเนื้อว่านหางจระเข้ (ที่ปอกเปลือกออกและล้างยางออกจนหมดแล้ว) และน้ำกะทิ (หรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้ค่ะ) นำมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาชโลมเส้นผมและหนังศีรษะ

ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก ก็จะช่วยลดรังแค แก้อาการหนังศีรษะแห้งลอก และแก้อาการคันศีรษะได้ด้วย

ใช้ทำความสะอาดแปรงสีฟัน

เป็นที่รู้กันว่า แปรงสีฟันเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคแหล่งหนึ่ง และเราก็ต้องใช้มันทุกวันด้วย

การหยดทีทรีออยล์ลงไปบนแปรงสีฟัน หลังการใช้งาน ก็จะสามารถฆ่าเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในแปรงสีฟันได้ด้วย

ใช้ในการทำความสะอาด กำจัดเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย

ที่สะสมอยู่ตามห้องน้ำหรือห้องครัว ด้วยการนำไปผสมกับน้ำเปล่า (2-3 หยดต่อ น้ำ 1 ถ้วย) แล้วนำไปใช้เช็ดทำความสะอาดบริเวณที่มีเชื้อรา

หรือจะเพิ่มน้ำส้มสายชูลงไปด้วย ก็จะสามารถใช้ทำความสะอาดคราบสกปรก และเชื้อโรคตามอ่างล้างหน้า อ่างล้านจาน ชักโครก กระเบื้องต่างๆ ก็จะเป็นการฆ่าเชื้อแบบธรรมชาติ และปลอดภัยอีกด้วยค่ะ

ใช้ในการกันยุง/มด/แมลงต่างๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ

โดยใช้ทีทรีออยล์เพียง 2-3 หยด ไปผสมกับน้ำมันมะพร้าว แล้วนำมาทาผิว จะสามารถป้องกันยุง มด และแมลงรบกวนได้

ฯลฯ

ในบ้านเรา จะพบผลิตภัณฑ์ Tea tree oil

เข้ามาจำหน่ายอยู่หลายชนิด ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่นิยมอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

เพราะสารสกัดที่ได้จากธรรมชาตินั้น อย่างน้อยก็มีความเชื่อกันว่า น่าจะดีกว่าสารที่ผ่านการสังเคราะห์มาจากสารเคมี ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในระยะยาว หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ นั่นเองค่ะ