คลังเก็บผู้เขียน: pui

ผมร่วงเป็นหย่อมๆ

ปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าปัญหาผมร่วง จะกลายเป็นปัญหายอดฮิต ที่คนหนุ่มสาวหลายคนเป็นกัน

ทั้งๆ ที่ปรกติแล้ว อาการผมร่วงมักจะไปเกิดกับผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน ไปจนกระทั่งถึงวัยสูงอายุ

โดยปัญหาผมร่วงเป็นหย่อมๆ หรือร่วงเป็นวงๆ นั้น ในภาษาอังกฤษจะชื่อว่าโรค Alopecia Areata

ถือว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง มีสาเหตุมาจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เกิดความผิดปรกติ

จนกระทั่งไปทำลายในส่วนของรากผม จนทำให้เกิดปัญหาผมร่วง รวมทั้งยังไปยับยั้งการงอก หรือการเจริญเติบโตของผมเส้นใหม่
ปัจจัยต่างๆที่กระตุ้นให้เกิดอาการผมร่วงเป็นหย่อม เช่น

พันธุกรรม

ความเครียดสะสม

การพักผ่อนน้อย

 

ซึ่งเมื่อโรคนี้เกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงใดๆกับระบบอื่นๆ ของร่างกาย

แต่จะมีผลเสียอย่างมาก ในเรื่องของบุคลิกภาพ

และที่สำคัญ สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในทุกช่วงวัย และในอัตราส่วนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก
วิธีการรักษาอาการผมร่วงเป็นหย่อม

ตามปกติ ถึงแม้ว่าจะไม่ทำการรักษาใดๆ ก็สามารถจะหายได้เอง ภายในระยะเวลา 6-7 เดือน

แต่หากอาการดูรุนแรง และเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เมื่อไปพบแพทย์ ก็อาจจะได้รับยาที่ชื่อว่า “คอติโคสเตียรอยด์” เพื่อบรรเทาอาการ

ซึ่งมีทั้งในทั้งรูปแบบยาทา หรือจะใช้เป็นการฉีด โดยใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งก็แล้วแต่แพทย์จะทำการวินิจฉัย

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาการของโรคผมร่วงเป็นหย่อมนี้ ถึงจะหายไปได้

แต่ก็มีโอกาสเช่นกัน ที่จะเกิดเป็นโรคนี้ขึ้นมาอีกในอนาคต

ดังนั้น นอกจากจะใช้การรับประทานยา หรือใช้ยาทาแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องดูแลสุขภาพ

ของทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ดีอยู่เสมอด้วย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรค Alopecia Areata ให้น้อยลง

 

สรุปก็คือ การจะแก้ไขปัญหาผมร่วง

ไม่ว่าจะร่วงแบบไหน ไม่ว่าจะร่วงทั้งศีรษะ หรือร่วงเป็นหย่อมๆ

ก็ต้องหาสาเหตุให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อจะได้ทำการหลีกเลี่ยง

แต่ถ้าหากไม่สามารถหาเหตุผลได้ การไปพบแพทย์เชี่ยวชาญ

ในเรื่องของเส้นผมโดยเฉพาะ ก็จะดีที่สุด เพื่อหาทางรักษาต่อไปค่ะ

วิธีซักกางเกงยีนส์

หากจะบอกว่ากางเกงยีนส์คือแฟชั่นที่ไม่เคยตกยุคนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เกินความจริงแต่อย่างใด

เพราะยีนส์สามารถนำมาใส่ได้ในแทบจะทุกโอกาส จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่เกือบทุกคน จะต้องมีกางเกงยีนส์ตัวเก่งไว้ใส่เป็นประจำ

และตามปกติแล้ว กางเกงยีนส์นั้น ก็มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไรอยู่แล้ว

ยิ่งหากเทียบกับเสื้อผ้าชนิดอื่นๆ ด้วยแล้ว ก็ถือว่าค่อนข้างดูแลได้ง่ายกว่ามากเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่ระมัดระวัง กางเกงยีนส์ก็มีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายได้เหมือนกัน

สำหรับวิธีการซักและดูแลกางเกงยีนส์ที่ถูกต้อง มีดังนี้ค่ะ

วิธีซักและดูแลกางเกงยีนส์

ปกติแล้ว กางเกงยีนส์นั้นไม่ควรซักบ่อย

หากซื้อมาใหม่ และยังไม่เลอะ หรือสกปรก ก็ไม่มีความจำเป็นต้องซัก

อาจทิ้งได้ถึง 6 เดือนก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากกางเกงยีนส์มีกลิ่น หรือมีรอยเปื้อนก็สามารถซักได้

เมื่อจะซักกางเกงยีนส์

ควรกลับเอาด้านในออกมาก่อน เพราะไม่อย่างนั้น จะทำให้กางเกงยีนส์ซีดได้

ควรแยกกางเกงยีนส์ซักต่างหาก

ไม่ควรนำไปซักปะปนกับเสื้อผ้าอื่นๆ

การซักน้ำ ควรซักด้วยน้ำเย็น

และใช้ผงซักฟอกแบบอ่อน ไม่ควรใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม

แต่หากต้องการให้กางเกงยีนส์มีสีซีดลงแบบธรรมชาติ ก็ให้ซักด้วยน้ำอุ่น ห้ามซักด้วยน้ำร้อน

แต่ถ้าหากเป็นห่วงว่า กางเกงยีนส์จะเสียหายหากซักเอง

ก็ให้ส่งร้านเพื่อซักแห้ง ซึ่งจะคงสภาพเดิมของกางเกงไว้ได้ดีที่สุด

ไม่ควรใช้เครื่องอบผ้าในการทำให้กางเกงยีนส์แห้ง

เพราะจะทำให้เสียรูปทรงได้ เมื่อซักเสร็จแล้ว ควรนำไปผึ่งลมให้แห้งเอง

แต่อย่าตากในช่วงเวลาที่มีแดดแรงๆ และโดยใช้ไม้แขวน จัดกางเกงยีนส์ให้ตึง อย่าให้มีรอยพับ

การเก็บกางเกงยีนส์

ควรใส่ไม้แขวนไว้ในตู้ ไม่ควรแขวนไว้ในห้องน้ำ หรือในที่ที่มีความชื้น

เพียงเท่านี้ กางเกงยีนส์ตัวโปรดก็จะดูใหม่อยู่เสมอ

และมีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่าเดิมอีกด้วย

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องดูชนิดของเนื้อผ้าเช่นกัน ว่าเหมาะกับการซักแบบใด น่าจะดีที่สุดค่ะ

อาหารป้องกันโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งนั้น เป็นอีกหนึ่งโรคที่มีความร้ายแรง และมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้อยู่เป็นจำนวนมาก และดูเหมือนว่า จะมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

ซึ่งมะเร็งนั้น ก็เกิดได้กับแทบทุกส่วนของร่างกาย มะเร็งบางชนิดนั้น เราพอที่จะทราบถึงสาเหตุการเกิดได้ ในขณะที่อีกหลายชนิดนั้น ก็ยังไม่ทราบว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร

แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่อาจจะทำให้มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นก็คือ

การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ สะสมภายในร่างกายอยู่เป็นเวลานานนั่นเอง

ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถหาทาทางป้องกัน ได้แบบ 100% ว่าจะไม่เกิดเป็นมะเร็งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เราก็ควรทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้ดีขึ้น เพื่อสุขภาพของเราในระยะยาว

อาหารสุขภาพที่ช่วยป้องกันมะเร็ง

ผักสด

เช่น บร็อกโคลี่ ผักโขม ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ ผักคะน้า แครอท  กระเทียม ขมิ้น มันเทศ พริกไทย เป็นต้น

ซึ่งในผักต่างๆ เหล่านี้ จะมีสารที่ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง และอาจช่วยเปลี่ยนเซลล์มะเร็ง ให้กลายเป็นเซลล์ปกติด้วย

ผลไม้

มีจำนวนมากที่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ

ซึ่งจะช่วยต่อสู้กับความเสียหายของเซลล์ในร่างกาย เช่น แอปเปิ้ล ส้ม บีทรูท

และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ ฯลฯ และยังมีวิตามินหลายชนิดอีกด้วย

เมล็ดธัญพืชต่างๆ

จะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ หรือกากใยอาหาร ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไป จะแปรสภาพเป็นกรดบิวไทริก

ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็งได้ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวฟ่าง ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย งาดำ ฯลฯ

อาหารทะเล

โดยเฉพาะปลาทะเล ที่มีกรดไขมันที่ชื่อว่า DHA (docosahexaenoic acid)

ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้ มีคุณสมบัติในการชะลอการแพร่ของเซลล์มะเร็ง

อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้ทำงานได้ดีขึ้น

เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาคอท เป็นต้น

แต่การรับประทานผักและผลไม้ทุกชนิดนั้น

จำเป็นจะต้องล้างทำความสะอาดสารพิษต่างๆ ให้หมดเสียก่อน

หรือทางที่ดี หากมาจากแหล่งที่ปลอดการใช้สารเคมีได้ ก็จะดีที่สุด

แม้ว่ามะเร็งจะมีความน่ากลัวอยู่มาก

แต่ถ้าหากรู้จักวิธีการปฏิบัติตัว และดูแลตัวเองให้ถูกต้องเหมาะสม

ทั้งเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน ฯลฯ

ก็จะช่วยลดความเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งนี้ไปได้ เป็นอย่างมากเลยทีเดียวค่ะ

สิวขึ้นที่บริเวณหนังศีรษะ เกิดจากอะไร

สิวนั้นมีความพิเศษในตัวเองก็คือ สามารถขึ้นได้เกือบจะแทบทุกส่วนบนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ตามร่างกาย แผ่นหลัง

หรือแม้กระทั่งบนหนังศีรษะ ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่สิวจะไม่ขึ้น และปัญหาสิวขึ้นหนังศีรษะนี้ เป็นปัญหาที่คิดว่าหลายคนกำลังกลุ้มใจอยู่แน่ๆค่ะ

แม้ว่ามองเผินๆ แล้ว สิวบนหนังศีรษะ เหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เท่ากับสิวที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้า เพราะไม่ได้สังเกตได้เด่นชัดเท่า

แต่จริงๆ แล้ว สิวบริเวณหนังศีรษะนี้สามารถกลายเป็นปัญหาที่อาจทำให้เกิดอาการผมร่วง

จนกลายเป็นผมบาง และศีรษะล้านในที่สุดได้ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ บานปลายได้มากเลยทีเดียว

สาเหตุของสิวบนหนังศีรษะ

กรรมพันธุ์

การที่หนังศีรษะมีความมันมากจนเกินไป เช่นเดียวกับบริเวณใบหน้า หากมีสิวมาก ก็เป็นไปได้ว่า มาจากต่อมไขมันมีจำนวนมาก จนทำให้เกิดการอุดตันเช่นเดียวกัน

เกิดมาจากการแพ้สารเคมีบางอย่าง ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจจะมาจากแชมพู ครีมนวดผม ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจล มูส สเปรย์ ฯลฯ

วิธีการแก้ไข หรือรักษาสิวขึ้นหัวหรือหนังศีรษะ

ใช้แชมพูสำหรับผู้ที่มีหนังศีรษะมันโดยเฉพาะ

หรือแชมพูที่มีความอ่อนโยนมากๆ เช่น แชมพูสำหรับเด็ก

ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของ ทีทรีออยล์ (Tea Tree Oil)

เพราะน้ำมันชนิดนี้ มีฤทธิ์ในการต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดี

อย่าสระผมบ่อยมากจนเกินไป

เพราะจะเป็นการไปกระตุ้น ให้ต่อมไขมันบนหนังศีรษะทำงานมากขึ้น และทำให้ผลิตไขมันออกมาเพิ่ม และที่สำคัญ ไม่ควรสระผมด้วยน้ำร้อน หรือน้ำอุ่นโดยเด็ดขาด

งดใช้ผลิตภัณฑ์

ที่มีส่วนผสมของสารเคมีไปก่อน ในช่วงนี้

พยายามอย่าแกะสิวที่อยู่บนหนังศีรษะ

เพราะจะทำให้สิวอาจเกิดการอักเสบมากขึ้น และทำให้หายช้าขึ้นไปอีก

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีความมันมาก

โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการทอด หรือผัดด้วยน้ำมันในปริมาณมากๆ

แต่ถ้าหากทำทุกอย่างแล้ว สิวบนหนังศีรษะก็ยังไม่ลดน้อยลง หรือหายไป ก็ควรจะไปพบแพทย์

ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่า อาจจะมาจากการติดเชื้อโรค อย่างเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย

ซึ่งจำเป็นจะต้องให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย และหาทางรักษาต่อไปนั่นเองค่ะ

วิธีทําความสะอาดกระติกน้ำร้อน

กระติกน้ำร้อน เป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ช่วยในการอำนวยความสะดวก เวลาต้องการจะที่จะใช้น้ำร้อนได้เป็นอย่างดี

เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องทำการต้มน้ำในทุกๆ ครั้งที่ต้องการจะใช้น้ำร้อนนั่นเอง

และเนื่องจากความสะดวกสบายแบบนี้เอง จึงทำให้ไม่ว่าตามบ้านหรือสำนักงาน มักจะมีกระติกน้ำร้อนพร้อมใช้งานได้ตามต้องการ

แต่แน่นอนว่า กระติกน้ำร้อนเมื่อใช้งานบ่อยๆ หรือนานๆเข้า

สิ่งที่ตามมาก็คือ คราบตะกรัน และสิ่งสกปรกก็จะตกค้างอยู่

ซึ่งหากดื่มน้ำที่มีคราบเหล่านี้เข้าไป ก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้

ดังนั้น การทำความสะอาดกระติกน้ำร้อน จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่ควรละเลยนะคะ

วิธีทำความสะอาดกระติกน้ำร้อน

ดึงปลั๊กของกระติกน้ำร้อนออก

เติมน้ำลงไปประมาณ 2 ใน 3 ของกระติก หรือประมาณค่อนกระติก

ใส่น้ำส้มสายชูตามลงไป ประมาณ 1 ขวดเล็ก หรือกะปริมาณให้มากหรือน้อย ตามขนาดของกระติก

ต้มน้ำในกระติกทิ้งเอาไว้ ประมาณ 1 ชั่วโมง

เมื่อครบเวลาแล้ว ก็เทน้ำทั้งหมดทิ้ง

นำฟองน้ำสะอาดๆ ชุบน้ำ เช็ดภายในกระติกให้ทั่ว เพื่อล้างเอากลิ่นน้ำส้มสายชูออกจนหมด

ใส่น้ำลงไปในกระติกอีกครั้ง แล้วเสียบปลั๊กต้มน้ำให้เดือด ประมาณ 10 นาที

แล้วก็เทน้ำทิ้ง แล้วก็นำไปต้มน้ำเพื่อรับประทานได้เลย

ด้านนอกกระติกนั้น ให้ใช้ผ้าหรือฟองน้ำชุบน้ำ บิดให้หมาดๆ เช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว

แล้วใช้ผ้าแห้งๆ เช็ดอีกรอบ (อย่าลืมถอดปลั๊กกระติกออกก่อนจะทำการเช็ดนะคะ)

สำหรับความถี่ในการทำความสะอาดนั้น ควรทำความสะอาดกระติกน้ำร้อนทุกสัปดาห์

และเมื่อไม่ใช้งาน แล้วควรเทน้ำออกจากกระติกให้หมด แล้วจัดการคว่ำกระติกลง เพื่อให้น้ำออกมา แล้วใช้เอาผ้าสะอาดๆ เช็ดด้านในตัวกระติกให้แห้งอีกที

และนอกจากจะต้องหมั่นทำความสะอาดกระติกน้ำร้อนเป็นประจำแล้ว ก็ยังต้องดูแลรักษาสภาพการใช้งาน ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตลอดเวลา ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานนั่นเอง

อาหารเช้าที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

ช่วงเวลาเช้านั้น หลายคนคงตื่นมาด้วยอาการง่วงซึม การจะลุกจากเตียงนอน

เพื่อไปทำภารกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือไปเรียน ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก

ดังนั้น นอกจากการอาบน้ำ ล้างหน้า ที่จะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้แล้ว การรับประทานอาหาร ก็มีส่วนเช่นกัน

อาหารเช้าที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ

ใครที่รับประทานข้าวในมื้อเช้า ควรเปลี่ยนจากการรับประทานข้าวขาว มาเป็นข้าวกล้องแทน

เพราะนอกจากจะมีประโยชน์มากกว่าแล้ว ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ธัญพืช หรือถั่ว

สำหรับคนที่ไม่รับประทานเป็นข้าว ก็อาจรับประทานเป็นธัญพืช ซีเรียล หรือถั่วชนิดต่างๆ แทนก็ได้

เพราะมีวิตามิน และแร่ธาตุสารอาหารหลายชนิด ซึ่งช่วยฟื้นฟู

และเติมพลังให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้ร่างกายมีพลังเพิ่มขึ้น

น้ำผลไม้สด

โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำส้ม น้ำสตรอเบอรี่ น้ำบีทรูท ฯลฯ

นอกจากจะทำให้ร่างกายตื่นตัวแล้ว ก็ยังมีวิตามินหลายชนิด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับร่างกายทั้งสิ้น

ผลไม้

โดยเฉพาะกล้วยหอม ซึ่งนอกจากจะมีวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิดแล้ว

ร่างกายก็ยังย่อยได้ง่าย สามารถดูดซึมพลังงานเอาไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

ถือเป็นผลไม้ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการนำมารับประทานในมื้อเช้า

แต่หากใครที่ไม่ชอบรับประทานกล้วย ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นฝรั่ง ส้ม สตรอเบอรี่ ฯลฯ แทนก็ได้

น้ำสะอาด

การดื่มน้ำทันทีที่ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะทำให้ระบบภายในร่างกายตื่นตัวขึ้นมาเท่านั้น

ยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้อีกด้วย

เมนูอาหารเช้าเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉงขึ้นเท่านั้น

ยังให้สารอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวันอีกด้วย

และหากคุณเป็นคนที่ต้องดื่มกาแฟในช่วงเช้า (โดยเฉพาะการดื่มแต่กาแฟเป็นหลัก และขนมปังอีกนิดหน่อย) ก็ควรพยายามเลิก

เพราะถึงแม้ว่าจะจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาไม่นาน ทำให้ต้องดื่มไปเรื่อยๆ ทั้งวัน

ซึ่งจะทำให้กลายเป็นคนติดกาแฟไปในที่สุด และอาจจะทำให้มีปัญหาทางด้านสุขภาพในภายหลังตามมาได้ค่ะ

ประโยชน์ของกะหล่ำปลี

หากจะพูดถึงผักที่ได้รับความนิยม ในการนำมาทำอาหารของคนไทยเราแล้วล่ะก็ กะหล่ำปลี ก็คงจะถือได้ว่าเป็นผักที่น่าจะมีคนนึกถึงเป็นชื่อแรกๆ แน่ๆ

เพราะนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง ตั้งแต่การรับประทานสดๆ นำมาผัด หรือต้มเป็นแกงจืด แม้แต่การนำไปทอด ก็ยังสามารถทำได้

และกะหล่ำปลีที่เราพบเห็นอยู่บ่อยๆ ก็คือ กะหล่ำปลีธรรมดา และกะหล่ำปลีสีม่วง (แดง) ซึ่งต่างก็มีสรรพคุณ หรือประโยชน์ต่อสุขภาพ และความงามหลายประการด้วยกัน

ประโยชน์และสรรพคุณของกะหล่ำปลี

สร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวมีความเต่งตึง ผ่องใส รวมไปถึงยังช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ในส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย

การรับประทานกะหล่ำปลี จะช่วยเพิ่มสารชนิดหนึ่ง ที่สาวๆ คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ สารที่มีชื่อว่า “กลูตาไธโอน” ซึ่งก็จะช่วยทำให้ผิวขาว และกระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย

ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ทำให้ป่วยเป็นไข้หวัดง่าย

เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน

มีฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก

มีความสามารถในการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงของการลดความอ้วน หรือลดน้ำหนัก การรับประทานกะหล่ำปลี จะช่วยหยุดยั้งกระบวนการ ในการเปลี่ยนแป้งมาเป็นไขมันของร่างกาย

สามารถแก้อาการท้องผูก ขับถ่ายลำบาก เนื่องจากกะหล่ำปลี จะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่

ช่วยบำรุงรักษาการทำงานของไต

ช่วยบรรเทาอาการจุกเสียด แน่นท้อง

ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ลดอาการปวดท้อง

ช่วยทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ

ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อที่ต้องระวังเช่นกัน

เพราะการรับประทานกะหล่ำปลีแบบดิบๆ อาจทำให้ร่างกายเกิดมีปัญหา เพราะอาจทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอกได้

ดังนั้น จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีเฉพาะที่ผ่านการทำให้สุกแล้วเสียก่อน

แต่ถ้าหากว่าต้องการที่จะรับประทานแบบดิบๆ เพราะชอบในรสชาติ ก็ไม่ควรรับประทานบ่อยครั้งจนเกินไป

เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา ที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะยาวนั่นเองค่ะ

ประโยชน์ของถั่วขาว ต่อสุขภาพ

ถั่วขาว หรือ White Kidney Beans แม้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งชนิดในพืชตระกูลถั่ว

แต่ก็ไม่ค่อยพบเห็น การนำมารับประทานมากเท่ากับถั่วชนิดอื่นๆ

อย่างเช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถัวปากอ้า ฯลฯ ที่มีการนำมาปรุงอาหาร หรือแปรรูปเป็นของกินชนิดต่างๆ ให้เห็นอยู่บ่อยๆ

แต่ไม่กี่ปีมานี้ ถั่วขาวเริ่มจะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ในบรรดาผู้ที่กำลังลดความอ้วน

เพราะกลายเป็นตัวช่วย หรือเป็นความหวังสำหรับใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่นั่นเอง

แต่ประโยชน์ของถั่วขาวนั้น ไม่ได้มีแค่ในเรื่องของการลดความอ้วนเท่านั้น

ประโยชน์ทางด้านสุขภาพอื่นๆ ก็มีไม่น้อยไปกว่าพืชในตระกูลถั่วชนิดอื่นๆ เช่นกัน

สำหรับใครที่สงสัยว่า ถั่วขาวมีกี่แคลอรี่

คำตอบคือ ถั่วขาวสุก 1 ถ้วย (250 กรัม) มี 220 แคลอรี่

ประโยชน์และสรรพคุณของถั่วขาว

ถั่วขาวมีสาร “ฟาซิโอลามีน” (Phaseolamin)

ซึ่งสารชนิดนี้ มีคุณสมบัติในการยับยั้งกระบวนการของร่างกาย ที่จะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล จึงทำให้ร่างกายไม่ได้รับพลังงาน หรือแคลอรี่มากจนเกินไป

ซึ่งอาหารจำพวกแป้งนี้ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความอ้วนได้มากที่สุดนั่นเอง โดยเฉพาะอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูงๆ เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี หรือขนมต่างๆ ฯลฯ

รวมทั้งยังสามารถช่วยลดความหิว ทำให้อิ่มนาน ซึ่งมีผลให้เราไม่รับประทานอาหารมากจนเกินไปด้วยนั่นเอง

นอกจากนี้ถั่วขาวยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีก เช่น

ช่วยดึงเอาไขมันเก่าๆ ที่สะสมอยู่ในร่างกาย ให้ถูกนำเอามาเผาผลาญได้มากขึ้น

ถั่วขาวมีใยอาหารสูง จึงทำให้รู้สึกอิ่มได้เร็ว

ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ในภาวะปกติ

ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ (ถ้ามีไตรกลีเซอไรด์มากเกินไป ก็จะไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนร่างกายอ้วนขึ้น และอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย)

ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ

ช่วยบำรุงสมอง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อยู่หลายชนิด โดยเฉพาะ วิตามินบี 1 และวิตามินบี 9 (โฟเลต)

อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้

*** ในกรณีที่ต้องการรับประทานสารสกัดถั่วขาว เพื่อจะลดน้ำหนักได้นั้น ร่างกายจะต้องได้รับในปริมาณ 500 มิลลิกรัม ถึงจะมีส่วนช่วย หรือมีผลต่อการลดน้ำหนักได้อย่างแท้จริง ***

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะลดความอ้วน หรือลดน้ำหนัก

แล้วใช้ถั่วขาวเป็นหลัก เพราะคิดว่าจะรับประทานเท่าไหร่ก็ได้นั้น ดูจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

เพราะการจะลดความอ้วนให้ได้ผลจริงๆ ก็ยังต้องอาศัยการควบคุมอาหารให้เหมาะสม และการออกกำลังกายอยู่นั่นเอง

อีกทั้งในการทดลองจากต่างประเทศ ก็ยังไม่ได้มีผลการยืนยัน เรื่องของถั่วขาว กับการลดน้ำหนักได้อย่างชัดเจนมากนัก

ดังนั้น หากยังรับประทานอาหารแบบตามใจปากทุกมื้อ ลำพังแค่ถั่วขาวอย่างเดียว ก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้นะคะ

วิธีทำความสะอาดกระจก

กระจก ถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญของบ้าน ที่ได้รับความนิยมนำมาใช้

เพราะช่วยทำให้บ้านหรือที่พักอาศัย ดูมีความโปร่งโล่ง สวยงาม และช่วยทำให้ผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ไม่รู้สึกทึบและอึดอัดมากจนเกินไป

และก็แน่นอนว่า เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ กระจกที่เคยใสสะอาด พอเจอกับฝุ่นละออง และมลภาวะอื่นๆ ก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคราบมัว หรือเป็นคราบสกปรกขึ้นมา

และนั่นก็เป็นสัญญาณบอกว่า ได้เวลาที่จะต้องทำความสะอาดกระจกกันแล้วล่ะค่ะ

วิธีการทำความสะอาดกระจกให้กลับมาใสปิ๊ง

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

ผ้านุ่มๆ สำหรับเช็ดกระจก ไม่ควรใช้ผ้าที่มีความแข็งกระด้าง หรือเศษผ้าที่อยู่บนพื้นเป็นเวลานาน เพราะอาจจะมีเศษดิน หรือทรายเกาะอยู่ หากนำมาเช็ดกระจก ก็อาจทำให้เกิดเป็นรอยได้

น้ำยาเช็ดกระจก และควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือน้ำยาชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจาน ที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่าง ซึ่งอาจทำให้กระจกเสียหายได้

กระดาษหนังสือพิมพ์ เหลือๆ หรือที่ไม่ใช้แล้ว

ไม้ปัดขนไก่

ขั้นตอนการทำความสะอาดกระจก

เริ่มต้นด้วยการปัดเศษฝุ่นละออง ที่เกาะอยู่บนกระจกออกจนหมด

ถ้าหากไม่มีไม้ปัดขนไก่ ก็อาจใช้ผ้าขนหนูที่ไม่ใช้แล้ว เช็ดเอาฝุ่นออกก็ได้

ฉีดน้ำยาทำความสะอาดให้ทั่ว แล้วเอากระดาษหนังสือพิมพ์ ถูกระจกวนไปในทิศทางเดียวกัน (ตามเข็มนาฬิกา)

นำผ้านุ่มๆ มาเช็ดอีก 1 รอบ เพื่อให้กระจกแห้งสนิท

*** แต่ถ้าไม่มีน้ำยาเช็ดกระจก ก็อาจจะใช้น้ำส้มสายชู มาผสมกับน้ำอุ่น โดยใช้อัตราส่วน น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ก็ได้เช่นกันค่ะ ***

โดยการทำความสะอาดกระจกนี้ จะบ่อยหรือถี่แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ตั้งของบ้านหรือที่พักอาศัย

หากบ้านตั้งอยู่ในเขตชุมชน ที่มีรถและฝุ่นละอองเยอะ ก็อาจจะต้องทำความสะอาดบ่อย ประมาณ 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

แต่ถ้าหากตั้งอยู่ในที่ที่ไม่ใช่เขตชุมชน หรือเขตเมือง ก็อาจจะเป็น 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งก็ได้ค่ะ

สูตรขัดผิวด้วยน้ำตาล

หากจะพูดถึงน้ำตาลแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า ใช้เป็นแค่เพียงนำมาเป็นวัตถุดิบให้ความหวาน สำหรับทำอาหารหรือขนม และเครื่องดื่มนานาชนิดเท่านั้น

แต่ความจริงแล้ว น้ำตาลนอกจากจะให้ความหวาน ซึ่งคนส่วนใหญ่จะชอบแล้ว สำหรับคุณค่าทางโภชนาการนั้น ก็ถือว่าไม่มีประโยชน์อย่างอื่นอีก แถมการรับประทานเยอะๆ ยังเป็นอันตรายกับร่างกายอีกด้วย

แต่สำหรับการใช้งานน้ำตาล ในด้านอื่นๆ เช่น ในด้านความงามนั้น

หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ว่าน้ำตาลก็สามารถนำมาขัดผิวได้ เช่นเดียวกับวัตถุดิบอื่นๆ ที่เห็นกันบ่อยๆ จนคุ้นตา

สูตรขัดผิวด้วยน้ำตาล

(ควรใช้น้ำตาลทรายแดงชนิดละเอียด แต่ถ้าไม่มีจริงๆ จะใช้น้ำตาลทรายขาวแทนก็ได้ค่ะ)

สูตรขัดผิวด้วยน้ำตาล สูตรที่ 1

นำน้ำตาลทรายแดง 4-5 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับนมสด 1 แก้ว

ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ คนจนน้ำตาลละลายดี

แล้วนำมาสครับหรือขัดผิว โดยอาจเพิ่มสัดส่วนของน้ำตาลได้ตามความเหมาะสม

สูตรขัดผิวด้วยน้ำตาล สูตรที่ 2

นำน้ำตาลทรายแดง (หรือขาวก็ได้) มาผสมกับน้ำผึ้ง คนให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน

จากนั้นก็เอามาขัดผิวหน้า หรือผิวกายได้ตามความต้องการ

เพียงแต่หากจะเอามาขัดถูที่ใบหน้าต้องทำอย่างเบามือสักหน่อย เพื่อไม่ให้ผิวหน้าระคายเคืองนั่นเองค่ะ

สูตรขัดผิวด้วยน้ำตาล สูตรที่ 3

นำน้ำตาลทรายแดง 4-5 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ เอามาผสมให้เข้ากัน

แล้วนำมาขัดผิวกายให้ทั่ว ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างออก

วิธีการใช้น้ำตาลทรายมาขัดผิวนี้ก็จะได้ผลดีไม่ต่างอะไรกับการใช้สครับจากสิ่งอื่น

เพราะสามารถทำให้ผิวใสเนียนนุ่มขึ้นมาได้ เพียงแต่ไม่ควรทำติดต่อกันบ่อยจนเกินไป

แม้ว่าการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล เป็นส่วนผสมบ่อยๆ จะส่งผลเสียกับร่างกายเป็นอย่างมาก

แต่สำหรับการนำน้ำตาลมาขัดผิวแล้ว ไม่มีอันตรายใดๆ แถมยังช่วยให้มีผิวสวยอีกต่างหากค่ะ